วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ชีวิตทุกข์


รูปภาพ ศิลปะ แนวเหงา ๆ มันช่างเศร้าจริง ๆ

    มีหลายคนเคยบอกฉันว่า “ดูไม่เหมือนคนป่วยเลย” ทุกครั้งที่ได้ยินคำนี้ มันทำให้หัวใจฉันชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลา มีแรงและกำลังใจการก้าวเดินบนถนนสายฝันทุกๆเส้นที่เลือกเดินตลอดมา
            เมื่อเวลามันผ่านไปเราก็ต้องยอมรับในพยาธิสภาพของร่างกาย ว่ามันย่อมเสื่อมไปตามกาลเวลาและการดำเนินของโรค แม้ที่ผ่านมาต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง สร้างกำลังใจให้ตัวเองให้มีแรงและพลังในการตามให้ด้านดีๆให้กับชีวิต แต่ความรู้สึกของผู้ป่วยเรื้อรังระยะสุดท้ายทุกคน คงปฏิเสธไม่ได้ ณ จุดหนึ่งที่รู้สึกสับสน วุ่นวาย ว่าต่อจากนี้ไปเราจะใช้ชีวิตอย่างไร ที่จะทำให้คนรอบข้างที่เรารัก และรักเราเป็นภาระ หรือเดือดร้อนน้อยที่สุดจากการเจ็บป่วยของเรา
            ทุกวันนี้พยายามบอกตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า “เราต้องเดินต่อไปข้างหน้าได้ ด้วยตัวของตัวเอง ถ้าเราอดทน” ไม่ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ขอแค่วันนี้ได้ทำในสิ่งที่ดีๆเพื่อตัวเองและคนรอบข้างก็พอ ฝั่งฝันจะจบลงที่ตรงไหนก็คงต้องยอมรับมัน
            ขอบคุณ “โรค” ที่ทำให้ได้เรียนรู้จักกับคำว่า “เจ็บปวด” “อดทน” และ “เข้มแข็ง”
            ขอบคุณ “โรค” ที่ทำให้ฉันได้เรียนรู้ว่า “ชีวิตนี้มันมีค่ามากเพียงใด”
            ขอบคุณ “โรค” ที่ทำให้ฉันได้ใช้ “ช่วงเวลาที่เหลืออยู่อย่างมีคุณค่ามากที่สุด”
            ขอบคุณ “โรค” ที่ทำให้ฉันได้เรียนรู้ว่าช่วงเวลาของการเป็นผู้ป่วยเรื้อรังระยะสุดท้ายมันเป็นอย่างไร
            จากวันนี้ไปฉันจะก้าวเดินผ่านทุกสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยสติ และหวังว่า โรคเรื้อรังที่อาศัยอยู่ในตัวฉัน จะให้ประสบการณ์ที่ดีในการใช้ชีวิต และเรียนรู้กันและกันต่อไปอีกนานๆ เพราะชีวิตยังมีด้านดีๆให้ตามหาอีกมากมาย หวังแค่เพียงวันนี้เราจะอยู่ร่วมกันและต่อสู้ไปด้วยกันอย่างมีความสุขก็พอ จะขอใช้ช่วงเวลาทั้งหมดที่เหลือที่มี สร้างสรรค์สิ่งดีๆเพื่อสังคมต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2555

เจ้าที่และพระภูมิ

 
เจ้าที่และพระภูมิ
Guardian Spirit and Demigod

มาเข้าใจทำความรู้จักกับระดับชั้นของวิญญาณกันก่อน
วิญญาณสัมภเวสีทั่วไป คือ จิต ที่ออกมาจากสัตว์ต่างๆเมื่อได้สิ้นชีวิตอายุขัยแล้ว โดยจะดำรงอยู่หรือเปลี่ยนแปลงสภาพภพภูมิไปตามกรรมที่ได้กระทำไว้เมื่อครั้ง ที่ยังมีชีวิตที่ผ่านมา
เทพระดับต้น คือ จิตของผู้ที่ได้เคยสร้างกรรมดีมีบุญกุศลติดตัวเอาไว้อยู่บ้างแต่ไม่มากนัก
เทพระดับสูง คือ จิต ของผู้ที่เคยสร้างสะสมกรรมดีมีบุญบารมีที่สูงพอสมควร ได้พำนักอาศัยในสรวงสวรรค์และมีหน้าที่คอยดูแลช่วยเหลือสรรพสัตว์ มักเป็นที่รู้จักและเคารพสักการะของผู้คนทั่วไป ได้แก่เทพเซียนต่างๆ
เทพเจ้า คือ ผู้ปกครองดูแลเหล่าเทพต่างๆทั้งหลาย ทำหน้าที่สำคัญในอาณาบริเวณหรือทิศทางที่สถิตอยู่
พรหม คือ  จิตของผู้ที่ตั้งมั่นในศีลธรรมและได้สะสมกรรมดีบุญบารมีต่างๆเอาไว้อย่างมากมาย
พระโพธิสัตว์ คือ จิต ของผู้ที่ได้สะสมกรรมดีบุญบารมีเอาไว้มากมายมหาศาล มีจิตใจและปัญญาอันละเอียดอ่อนลึกซึ้ง มีโอกาสที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้าในลำดับต่อไป
พระพุทธเจ้า คือ จิตของผู้ที่มีจิตใจและปัญญาค้นพบความนิพพานคือการหลุดพ้นแห่งความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงจนหมดสิ้น ละแล้วซึ่งการเวียนว่ายตายเกิด


เจ้าที่และพระภูมิคืออะไร
เจ้าที่ คือ วิญญาณสัมภเวสี ทั่วไปที่สถิตอยู่ในสถานที่หรือพื้นที่อาณาเขตบริเวณต่างๆ โดยเจ้าที่ในการดูแลสถานที่นั้นส่วนใหญ่มักเป็นเจ้าที่มาจากศูนย์สวรรค์ที่ ได้รับการอบรมและมีกฎระเบียบเพื่อเป็นเจ้าที่โดยเฉพาะ สามารถทำพิธีกรรมอัญเชิญให้มาสถิตได้ มีส่วนน้อยเท่านั้นที่มาจากวิญญาณ บรรพบุรุษ หรือวิญญาณสัมภเวสีทั่วไปอื่นๆ  
พระภูมิ คือ เทพระดับต้นที่ได้ถูกพิธีกรรมอัญเชิญมาสถิตอยู่ในสถานที่อาณาเขตบริเวณเพื่อทำหน้าที่ในการดูแลปกป้องคุ้มครองพื้นที่นั้น

ประวิติความเป็นมาของเจ้าที่
เมื่อ ครั้งพระเจ้าเม่งไท้โจ้วฮ่องเต้ แห่งราชวงศ์หมิง เสด็จออกประพาสตามหัวเมืองต่างๆ เพื่อตรวจดูทุกข์สุขราษฎร ทรงพบขุนนางปกครองท้องถิ่นผู้หนึ่งคุยกันถูกคอ จึงทรงนัดไปเสวยสุราที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง โรงเตี๊ยมวันนั้นคนแน่นมาก พระองค์ทอดพระเนตรเห็นมีโต๊ะตัวหนึ่งเป็นที่ตั้งวางป้ายบูชาเจ้าที่พระองค์ จึงทรงหยิบป้ายบูชาเจ้าที่นั้นวางลงบนพื้น แล้วนำโต๊ะตัวนั้นไปใช้ประทับ ภายหลังเสด็จออกจากโรงเตี๊ยมทรงลืมไม่ได้นำป้ายบูชาเจ้าที่ที่วางอยู่บนพื้น กลับไปตั้งวางไว้บนโต๊ะตามเดิม เจ้าของโรงเตี๊ยมเห็นเข้าจึงนำป้ายบูชานั้นกลับไปวางบนโต๊ะตามเดิม คืนนั้นเจ้าที่ได้ไปเข้าฝันเจ้าของโรงเตี๊ยมว่า "พระเจ้าแผ่นดินให้ข้าอยู่บนพื้น ไม่ให้อยู่ที่สูง เจ้าจงนำข้ากลับไปไว้บนพื้นดินเช่นเดิม" ตั้งแต่นั้นมาผู้คนจึงนิยมตั้งเจ้าที่ให้ติดพื้นดิน
ประวิติความเป็นมาของพระภูมิ
พระภูมิ นั้นเป็นโอรสของพระเจ้าพาลีนามท้าวทศราช และมเหสีนามว่าสันทาทุก ซึ่งมีพระราชโอรสทั้งหมด ๙ พระองค์ แต่ละพระองค์ทรงมีฤทธิ์มาก มีปรีชาสามารถรอบรู้สิ่งต่างๆ โดยไม่มีใครเลื่อมล้ำต่ำกว่าใคร เมื่อพระโอรสเจริญพระชันษาพระราชาทศราชกับพระนางสันทาทุกก็ปรึกษาหารือกัน จนตกลงกันว่าจะมอบหน้าที่ให้โอรสแต่ละพระองค์ไปทำหน้าที่ปกครองเขตต่างๆ ซึ่งได้แก่
พระชัยมงคล  เป็นพระภูมิมีหน้าที่ดูแลสถานบ้านเรือน และโรงร้าน
พระนครราช   เป็นพระภูมิมีหน้าที่ดูแลประตู บันได ป้อมค่าย หอรบ
พระคนธรรพ์  เป็นพระภูมิมีหน้าที่ดูแลเรือนหอบ่าวสาวและการแต่งงาน
พระเทเพลหรือพระการทรพน เป็นพระภูมิมีหน้าที่ดูแลคอกสัตว์ต่างๆ
พระชัยสพหรือพระชัยกัสสปะ เป็นพระภูมิมีหน้าที่ดูแลยุ้งฉาง เสบียงคลัง
พระธรรมโหรา เป็นพระภูมิมีหน้าที่ดูแลสวน ไร่ นา ที่ดิน
พระวัยทัตหรือพระทาสธารา เป็นพระภูมิมีหน้าดูแลวัดวาอาราม ปูชนียสถาน
พระธรรมมิกราชหรือพระทันธิราช เป็นพระภูมิมีหน้าที่ดูแลพืชพันธุ์ธัญญาหาร
พระชัยมงกุฎ เป็นพระภูมิมีหน้าที่ดูแลห้วย หนอง คลอง บึง แม่น้ำลำธาร

ประเภทของเจ้าที่และพระภูมิ
1.เจ้าที่และพระภูมิประจำบ้านเรือนสถานที่ทั่วไป คือ เจ้าที่และพระภูมิที่สถิตอยู่ภายในบริเวณที่อยู่อาศัยของบ้านพักประชาชน บุคคลทั่วไปรวมทั้งห้างร้านต่างๆ มีบทบาทสำคัญและมีอิทธิพลกับผู้คนที่อยู่อาศัยในสถานที่เหล่านั้น
2.เจ้าที่และพระภูมิประจำศาลเจ้าหรือวัดวาอารามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ คือ เจ้าที่และพระภูมิที่ดูแลสถิตอยู่ในบริเวณศาลเจ้าหรือสถานที่อัน ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ซึ่งจะมีบทบาทน้อยเพราะในสถานที่เหล่านี้ผู้คนมักให้ความสำคัญกับเทพเซียน เช่น เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ต่างๆ รวมไปถึงพระสงฆ์องค์เจ้าทั้งหลายมากกว่า แต่จะอยู่ในกฎระเบียบที่เคร่งครัดมากกว่าเพราะต้องอยู่ในสายตาของผู้ที่ ระดับสูงกว่า แต่ก็จะได้รับการแบ่งเครื่องบูชาที่มีผู้คนมาสักการะอย่างมิขาด หากทำดีมีผลงานก็จะได้เลื่อนขั้นเร็วแต่ถ้าทำไม่ดีจะถูกลงโทษได้ง่าย
3.เจ้าที่และพระภูมิประจำสถานที่ราชการ   คือ เจ้าที่และพระภูมิที่คอยดูแลปกปักรักษาสถานที่ราชการ จะมีตำแหน่งและอำนาจค่อนข้างมากเพราะเป็นผู้ที่ดูแลสมบัติของแผ่นดิน

หน้าที่ของเจ้าที่และพระภูมิ
1.ช่วยให้สมาชิกทุกคนมีความสมัครสมานสามัคคี รักใคร่ปรองดอง และอยู่ด้วยกันอย่างร่มเย็นเป็นสุข
2.ปกป้องทรัพย์สินให้พ้นจากภัยพิบัติต่างๆ
3.ช่วยหารายได้ให้พอกินพอใช้ตามฐานะไม่ขาดแคลน ส่วนจะเหลือกินเหลือเก็บหรือไม่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมวาสนาของผู้อาศัย

เรือนที่อยู่และตำแหน่งที่ตั้งของเจ้าที่และพระภูมิ
เนื่อง จากเป็นการยากที่บุคคลทั่วไปไม่มีสมาธิจิต ไม่มีวิชา หรือไม่สามารถสื่อหยั่งรู้ได้ว่าเจ้าที่พระภูมิอยู่ที่ใด การจัดตั้งศาลเจ้าที่และพระภูมินั้นเป็นกุศโลบาย เพื่อให้เจ้าที่พระภูมิสถิตอยู่เป็นกิจจะลักษณะ มาสถิตที่ศาลที่ได้จัดทำขึ้นเป็นหลัก เพื่อที่จะได้เตรียมเครื่องบูชาสักการะได้เป็นหลักแหล่ง และสื่อสารแจ้งกับเจ้าที่พระภูมิได้โดยตรงชัดเจนมากขึ้น วัสดุที่ใช้ทำเป็นศาลนั้น โดยทั่วไปนิยมทำด้วยไม้ ด้วยโบราณสร้างบ้านเรือนด้วยไม้ แต่ปัจจุบันก็มีศาลหลากหลายรูปแบบมากขึ้น เช่น ศาลที่ทำด้วยหิน หินอ่อน ด้วยความเชื่อที่ว่าเจ้าที่พระภูมิอยู่กับพื้นดิน ปกปักรักษาที่ดิน จึงเลือกวัสดุที่เป็นธาตุดิน เพื่อให้ดูสวยงาม มั่นคง แข็งแรง ส่วนการที่ศาลเจ้าทั่วไปส่วนใหญ่มีสีแดงนั้น เป็นสีแห่งความเป็นมงคล อีกทั้งตามตำราฮวงจุ้ยเชื่อกันว่าเจ้าที่แทนถึงพลังงานธาตุไฟจึงได้จัดทำศาล เจ้าเป็นสีแดง ส่วนการที่ผู้อยู่อาศัยจะจัดตั้งศาลเจ้าที่หรือพระภูมิแบบไหนอย่างไรก็ขึ้น อยู่กับกำลังทรัพย์และความสะดวกมากกว่าไม่มีการกำหนดตายตัว
การ จัดตั้งของศาลเจ้าที่และพระภูมินั้นควรพิจารณาถึงพื้นที่และความเหมาะสมหาก ผู้อาศัยไม่มีความรู้มากพอควรที่จะปรึกษาซินแสหรือผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ แต่โดยทั่วไปนั้นจะตั้งอยู่บนพื้นดิน ซึ่งศาลเจ้าที่มักจะตั้งอยู่ภายในสถานที่บ้านเรือน โดยหันหน้าออกไปทางด้านหน้าตรงกับประตูที่มีผู้คนเข้าออกจะเป็นการดีที่สุด เพราะจะช่วยดูแลการเข้าออกของผู้คน ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากภัยของคนภายในและภายนอกด้วย ส่วนการตั้งพระภูมินั้นจะตั้งห่างออกมาอยู่ภายนอกอาคารบ้านเรือน แต่ควรหลีกเลี่ยงการจัดตั้งเจ้าที่พระภูมิใกล้กับสิ่งเหล่านี้ คือ บันได ห้องน้ำ ที่ทิ้งขยะ ที่สูง หรือตั้งศาลที่ลึกห่างไกลเกินไป ส่วนการที่จะตั้งใกล้กับพระพุทธรูปหรือสิ่งศักดิสิทธิ์นั้นไม่ขอแนะนำ เพราะจะทำให้เจ้าที่และพระภูมิรู้สึกอึดอัดที่ต้องอยู่ใกล้ผู้ใหญ่จนเกินไป หากไม่จำกัดพื้นที่มากนักควรแยกห่างออกมาจะดีกว่า

         
กายจำลองของเจ้าที่และพระภูมิ
นอก จากศาลเจ้าที่เปรียบเสมือนเรือนที่อยู่แล้ว ยังมีกายจำลองเพื่อใช้เป็นตัวแทนของเจ้าที่พระภูมิสำหรับให้ผู้อยู่อาศัยได้ ระลึกถึงและสื่อสาร ซึ่งกายจำลองนี้มักทำเป็นรูปผู้เฒ่าถือไม้เท้า มีทั้งชายและหญิง บางแห่งก็จัดตั้งไว้คู่กัน กายจำลองนี้มีก็ดีไม่มีก็ได้ เพราะใช้กระดาษแดงหรือผ้าแดงเขียนคำว่าเจ้า ติดไว้ที่ศาลก็ได้เช่นกัน ปัจจุบันศาลเจ้าที่มักเขียนคำว่าอักษรคำว่าเจ้าอยู่ที่กลางศาลอยู่แล้ว ก็ให้เชิญเจ้าที่และแจ้งให้ทราบว่าศาลนี้คือเรือนของท่าน เปรียบเสมือนผู้อาศัยได้ยกพื้นที่นี้ให้ท่านสถิต ในกรณีที่ไม่ทราบว่าเจ้าที่นั้นเป็นชายหรือหญิง (เจ้าที่ชายตี่จู้เอี๊ยกงหรือแปะกง เจ้าที่หญิงตี่จู้เอี๊ยม่าหรือแปะม่า) แม้ผู้อาศัยจะตั้งกายจำลองที่ไม่ถูกว่าเป็นชายหรือหญิงท่านก็ไม่ถือสา ส่วนกายจำลองของพระภูมินั้นเรียกว่า เจว็ด เป็นปูนปั้น โลหะ หรือไม้ที่สลักทำขึ้นมีลวดลายของพระภูมิ โดยจะตั้งไว้อยู่กึ่งกลางของศาลเช่นกัน

                          
กระธางธูปสำหรับเจ้าที่และพระภูมิ
กระ ธางธูปก็เป็นสิ่งสำคัญมากอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องตั้งในศาล โดยจะเลือกใช้วัสดุและขนาดของกระธางนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของขนาดของ ศาลรวมถึงความชอบพร้อมกำลังทรัพย์ผู้อยู่อาศัยด้วย
ส่วนประกอบของกระธางธูป         
ข้าวเปลือก เมล็ดถั่วเขียว เมล็ดข้าวสีแดง ถั่วแดง ถั่วเหลือง หมายถึงความเจริญงอกงาม ความเป็นมงคล
ผลลำไยแห้ง หมายถึงความเจริญด้วยยศ
เมล็ดสาคู หมายถึงความรุ่งเรือง เฟื่องฟู
ลูกแก้วที่เป็นหินธรรมชาติ หมายถึงความรุ่งเรืองสดใส 
แหวนเงิน แหวนทอง หมายถึงการได้รับสิ่งที่มีค่า 
เหรียญเงิน เหรียญกษาปณ์ ที่ใช้จ่ายในปัจจุบัน ถ้าค้าขายต่างประเทศจะใส่เงินตราต่างประเทศด้วยก็ได้ หมายถึงการเงินรายได้ มีทรัพย์สิน
แป้งหอม หมายถึงมีชื่อเสียงหอมกระจาย
กำไลเงินหรือทอง หมายถึงการมีกำไร
กิมฮวยหรือหางนกยูง 1 คู่ หมายถึงความสวยสดงดงาม
ผ้าสีแดงหรือกระดาษแดง สำหรับทำเป็นสัญลักษณ์หน้าหลัง
วิธีการทำกระธางธูป
1.ทำความสะอาดกระธางให้เรียบร้อย ทำเครื่องหมายให้ทราบก่อนว่าด้านไหนเป็นด้านหน้าของกระถางโดยติดกระดาษแดงหรือผูกผ้าแดงเอาไว้
2.ใส่แหวนเงินแหวนทองลงไป
3.นำลูกแก้ววางบนแหวนเงินแวนทอง
4.โปรยเหรียญลงในกระธางโดยให้โรยเวียนขวาตามเข็มนาฬิกา
5.โรยเมล็ดพืชต่างๆ รวมทั้งผลลำไยแห้งกับเมล็ดสาคู จนได้ความสูงประมาณครึ่งหนึ่งของกระธาง
6.วางกำไลลงบนเมล็ดพืช
7.โรยแป้งหอมจนทั่วกระธางธูปให้สูงตามความต้องการ
ระหว่าง ที่ทำพิธีดังกล่าวให้มีสมาธิ คิดถึงความเป็นมงคลสิ่งที่ดีๆต่างๆ การทำกระถางธูปนี้สามารถทำได้ด้วยตนเองหรือจะให้ผู้ที่นับถือทำให้ก็ได้

การบูชาและเครื่องสักการะของเจ้าที่และพระภูมิ
ความรู้เกี่ยวกับเครื่องสักการะและวิธีการบูชาเจ้าที่
1.การ จุดธูปไหว้เจ้าที่นั้นจะจุดธูป 5 ดอก เพราะมีความเชื่อกันว่าเจ้าที่กำเนิดมาจากพี่น้อง 5 องค์ อีกทั้งสอดคล้องกับธาตุทั้ง 5 ของจีน คือ ดิน น้ำ ทอง ไม้ ไฟ
2.ในแต่ละวันควรจะไหว้เจ้าที่ด้วยการถวายน้ำหรือน้ำชา  5 ถ้วยเป็นอย่างน้อย
3.ใน แต่ละเดือนควรจะไหว้เจ้าที่ด้วยอาหารคาวหวาน เช่น ผลไม้ต่างๆ เนื้อสัตว์ และกระดาษเงินกระดาษทองจำนวน 12 แผ่น อย่างน้อย 1 ครั้งต่อเดือน โดยจะเป็นในวันขึ้น 1 ค่ำและขึ้น 15 ค่ำของทุกเดือนก็ได้
4.ในแต่ละปีช่วงเทศกาลตรุษจีนและสาร์ทจีน ควรจะไหว้เจ้าที่ด้วยอาหารคาวหวานต่างๆ พร้อมกระดาษเงินกระดาษทองได้มากมายตามที่ต้องการ
5.ทุก ครั้งที่ถวายอาหารเครื่องสักการะเจ้าที่เมื่อธูปหมดไปอย่างน้อยเกินครึ่งดอก แล้ว สามารถลากระดาษเงินกระดาษทองไปเผาอุทิศได้ จากนั้นค่อยลาของไหว้อื่นๆตาม ลำดับ
6.หากผู้ อยู่อาศัยละเลยไม่สนใจการไหว้และถวายเครื่องสักการะแก่เจ้าที่เป็นประจำ เมื่อถึงเวลาที่เจ้าที่จะรายงานต่อศูนย์สวรรค์นั้น เจ้าที่สามารถแจ้งการขอ พิจารณาย้ายไปอยู่ที่อื่นได้
ความรู้เกี่ยวกับเครื่องสักการะและวิธีการบูชาพระภูมิ
1.การจุดธูปไหว้พระภูมินั้นจะจุดธูป ๙ ดอก เพราะพระภูมิมาจากพี่น้อง ๙ องค์
2.ในแต่ละวันควรจะถวายน้ำหรือน้ำชาแก่พระภูมิเป็นอย่างน้อย
3.ทุก ครั้งที่ถวายเครื่องสักการะแก่พระภูมิควรเอ่ยชื่อเรียกบริวารของพระภูมิด้วย คือ นายจันทร์ นายทิศ นายอาจเสน หรือเรียกง่ายๆว่า นายหลวง นายขุน นายหมื่น ให้มารับเครื่องสักการะเซ่นไหว้
4.การถวายอาหารและเครื่องสักการะแก่พระภูมินั้นจะเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันไปในแต่ละเดือน โดยมีรายละเอียดดังนี้
เดือนเมษายนและพฤษภาคม  เจ้ากรุงพาลีแปลงเป็นยักษ์ การจัดถวายเครื่องสักการะในเดือนนี้จะต้องมีเนื้อสัตว์ต่างๆ กุ้ง ปลา เหล้าสุรา
เดือนมิถุนายนและกรกฎาคม  เจ้ากรุงพาลีแปลงเป็นพรามณ์ การจัดถวายเครื่องสักการะในเดือนนี้จะต้องเป็นมังสวิรัติ ผัก ผลไม้ งดเนื้อสัตว์และอาหารคาวทุกชนิด
เดือนสิงหาคมและกันยายน เจ้ากรุงพาลีแปลงเป็นราชสีห์ การถวายเครื่องสักการะในเดือนนี้จะต้องเป็นเนื้อสัตว์ ของสดของคาวต่างๆ
เดือนตุลาคมและพฤศจิกายน  เจ้า กรุงพาลีแปลงเป็นช้าง การถวายเครื่องสักการะในเดือนนี้จะต้องเป็นหญ้าแพรก หญ้าปล้อง กล้วย อ้อย ผลไม้ต่างๆ งดเนื้อสัตว์และอาหารคาวทุกชนิด
เดือนธันวาคมและมกราคม เจ้ากรุงพาลีแปลงเป็นนาคราช การถวายเครื่องสักการะในเดือนนี้จะต้องเป็นอาหารคาวหวานต่างๆ
เดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม  เจ้ากรุงพาลีแปลงเป็นครุฑ การถวายเครื่องสักการะในเดือนนี้จะต้องเป็นเนื้อสัตว์ต่างๆ ของสดของคาว กุ้ง ปลา
ซึ่งในแต่ละเดือนนั้นควรที่จะถวายเครื่องสักการะแก่พระภูมิอย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง
5.ในแต่ละปีอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง ควรที่จะจัดเครื่องบูชาสักการะถวายพระภูมิด้วยอาหารคาวหวานต่างๆชุดใหญ่
6.ควรจะลาเครื่องสักการะของไหว้ต่างๆเมื่อธูปใกล้จะหมดดอก ไม่ควรปล่อยให้ธูปดับแล้วค่อยลา เพราะเป็นเคล็ดของการเหลือกินเหลือใช้
7.หากผู้อยู่อาศัยละเลยไม่สนใจไหว้เคารพและไม่ถวายเครื่องสักการะบูชาพระภูมิเป็นประจำ จะทำให้พระภูมิสามารถละทิ้งศาลออกไปได้
ผลไม้ที่ห้ามถวายแก่เจ้าที่และพระภูมิ
1.ละมุด 2.มังคุด 3.พุทธา 4.มะเฟือง 5.มะไฟ 6.น้อยหน่า 7.น้อยโหน่ง 8.มะตูม 9.มะขวิด 10.ลูกจาก 11.ลูกพลับ 12.ลูกท้อ 13.ระกำ 14.กระท้อน 15.ลางสาด
คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับเจ้าที่และพระภูมิ
1.สามารถที่จะเลือกตั้งศาลเพียงชนิดใดชนิด หนึ่งก็ได้ในที่พักอาศัยหรือพื้นที่อาณาเขตบริเวณของตน ไม่จำเป็นที่จะต้องมีการตั้งศาลอื่นๆเพิ่มเติม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อม กำลังทรัพย์ของผู้อาศัย รวมทั้งพื้นที่ความสะดวกในการจัดตั้งศาลด้วย
2.ห้ามไม่ให้พระภิกษุสงฆ์ทำพิธีการตั้งศาลโดย เด็ดขาด เพราะพระภิกษุสงฆ์เป็นผู้ที่มีศีลมากกว่าไม่เหมาะสมแก่การทำพิธีตั้งศาล สามารถนิมนต์เชิญมาทำบุญบ้านหรือสวดมนต์ในระหว่างการทำพิธีตั้งศาลได้เท่า นั้น ควรให้ซินแสหรือผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ทำพิธีกรรมตั้งศาลจะดีกว่า  

วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554

นารีผล

นารีผล


    
     นารีผล หรือมักกะลีผล หรือมัคคะลีผล เป็นพืชวิเศษชนิดหนึ่ง เกิดอยู่ในป่าหิมพานต์ ว่ากันว่า นารีผล ขั้วลูกอยู่ด้านบนศีรษะ มีรูปร่างเป็นหญิง ผลสด รูปร่างสะโอดสะอง สมส่วน ผิวพรรณงดงาม ปานเทพธิดา


     ข้าพเจ้า เคยได้ยินเรื่องเล่าถึงนารีผล ในใจก็ใคร่อยากชมดูอยู่เหมือนกัน แต่จนใจ เราไม่มีตาทิพย์ ไม่มีฤทธิ์ จึงมิอาจไปชมดูได้... จึงได้แต่ตั้งจิตอธิษฐาน ขอเห็นในนิมิตฝันก็ยังดี... เมื่อจิตเป็นสมาธิดี เกิดนิมิตขึ้น ก็ได้เห็นนารีผลจริงๆ แต่เป็นนารีผล ที่มีใครไม่ทราบเด็ดมาจากต้นแล้ว นั่นคือข้าพเจ้า ไม่ได้เห็นต้นนารีผล เห็นเพียงร่างนารีผล ที่นอนเปลือยเปล่าอยู่พื้นหินแห่งหนึ่ง เท่านั้น... แต่นิมิต ก็คือภาพนิมิต ไม่ใช่ความจริง ไม่เหมือนเห็นด้วยตาจริง เชื่อถือไม่ได้...
     ข้าพเจ้าได้ยินมาว่า    


     เมื่อประมาณหลายหมื่นปีก่อน ครั้งที่พระเวสสันดร พระนางมัทรี พร้อมด้วยบุตร ๒ คนคือ ชาลีกุมาร และ กัณหาชิณากุมารี ถูกเนรเทศจากนคร ได้เดินทางสู่ป่าหิมพานต์ และบำเพ็ญเพียร ปฏิบัติธรรมอยู่ที่นั้น
     ที่ป่าหิมพานต์ มีสัตว์ป่ามากมายอันตรายรอบด้าน ทว่า สัตว์ป่าทั้งหลาย เมื่อได้รับเมตตาจิตจากพระเวสสันดร ก็คลายความดุร้ายลง กลายเป็นมิตร ... นอกจากสัตว์ป่าทั้งหลายแล้ว ก็ยังมีดาบส ฤๅษี นักสิทธิ์ วิทยาธร คนธรรพ์ ทั้งหลายอาศัยอยู่ หรือไปมาอยู่เรื่อยๆ  พระนางมัทรี ผู้มีรูปร่างโสภา บางครั้งออกหาอาหาร หาผลไม้ตามลำพังคนเดียว หากนักสิทธิ์ วิทยาธร ตลอดถึงฤๅษี มาพบเข้า อาจตบะแตก แล้วล่วงศีลได้...


     ท้าวสักกะเทวราช ซึ่งเป็นพระอินทร์ เล็งเห็นเหตุร้ายนี้แล้ว เพื่อเป็นการป้องกัน พระองค์จึงเนรมิต ต้นไม้วิเศษ ไว้รอบทิศ ณ ที่ไกล ก่อนถึงถิ่นแดน อันเป็นที่พำนักของพระเวสสันดรและนางมัทรี รวม ๑๖ ต้น


     ต้นไม้วิเศษนี้ ออกผลซึ่งมีรูปร่างเหมือนสตรี ผลโตเต็มที่ จะมีทรวดทรงปานสาวงามแรกรุ่น แต่ผิวพรรณ ทรวดทรงองค์เอว รูปร่างหน้าตา งดงามปานเทพธิดา...


     ว่ากันว่า จริงๆ แล้ว ผลหนึ่งผล ก็คือรุกขเทพธิดาหนึ่งนาง หรือ เมื่อต้นนารีผลออกดอก เสมือนเกิดวิมานแห่งรุกขเทพธิดาขึ้นที่นั่น เมื่อติดลูก ก็คือเทพธิดาจุติลงมาเกิดที่นั่น ความสวยงามสมบูรณ์แห่งผลนารีผล แต่ละผล จึงสวยงามต่างกัน ขึ้นอยู่กับบุญของเทพธิดาแต่ละนางด้วย...


     เมื่อเหล่านักสิทธิ์ วิทยาธร เดินทางมาพบเข้า หากจิตใจไม่เข้มแข็งพอ ตบะแตก ก็จักได้เสพบำเรอกับนารีผล... เมื่อตบะแตก ฤทธิ์เสื่อม เหาะไปต่อไม่ได้ ... เมื่อไปต่อไม่ได้ ก็ไม่มีทางจะได้พบกับพระนางมัทรี.... การจะเดินทางต่อ หรือออกไป จำต้องบำเพ็ญเพียรใหม่ ยกระดับจิตขึ้นแล้ว จึงกลับออกมาได้....


     นี่คือด่านป้องกัน ไม่ให้ใครไปล่วงศีลกับพระนางมัทรี และเทพธิดาที่จุติไปเกิดที่นารีผล แต่ละนางก็ไปด้วยกรรมของตน มิได้บังคับไปแต่อย่างใด
     แม้ว่า พระเวสสันดร พระนางมัทรี จะเสด็จออกจากป่าเข้าเมืองไปแล้ว ต้นนารีผล ก็ยังคงมีอยู่ในที่นั้น ตราบเท่าทุกวันนี้ ยังมีดอกหอมกรุ่น มีนารีผลห้อยระย้าอยู่ดังเดิม แม้ลูกที่หมดอายุขัยจะร่วงหล่นเหี่ยวเฉาไป ลูกใหม่ก็ขึ้นมาแทนที่ไม่ได้ขาด


     ว่ากันว่า บางครั้ง ฤๅษีที่บำเพ็ญเพียรจนตบะกล้า กิเลสสงบรำงับ เพื่อจะทดสอบจิตตน ก็จะเหาะไปที่ต้นนารีผล มองดูนารีผล ว่าตนจะตบะแตกหรือไม่... หรือบางครั้งฤๅษีผู้เป็นอาจารย์ อาจจะพาลูกศิษย์ไปทดสอบระดับจิต ไปฝึกควบคุมจิต ที่นั่น ก็มี


     และว่ากันว่า พวกนักสิทธิ์วิทยาธร มักจะเหาะไปเก็บนารีผล อุ้มมาเชยชมแล้ว ฝึกจิตใหม่ ค่อยเหาะกลับออกมา


     นารีผล เป็นที่ต้องการของสัตว์วิเศษ (คนธรรพ์เป็นต้น) รวมถึงวิทยาธรทั้งหลายผู้ยังไม่หมดกามราคะ ดังนั้น การที่นารีผลจะเหี่ยวแห้งคาต้นแล้วร่วงหล่นนั้น เป็นไปได้ยาก ก่อนจะโรยรา จะมีเทวดา สัตว์วิเศษ และวิทยาธร เป็นต้นมาเก็บเอาไป 
นารีผล


    
     นารีผล หรือมักกะลีผล หรือมัคคะลีผล เป็นพืชวิเศษชนิดหนึ่ง เกิดอยู่ในป่าหิมพานต์ ว่ากันว่า นารีผล ขั้วลูกอยู่ด้านบนศีรษะ มีรูปร่างเป็นหญิง ผลสด รูปร่างสะโอดสะอง สมส่วน ผิวพรรณงดงาม ปานเทพธิดา


     ข้าพเจ้า เคยได้ยินเรื่องเล่าถึงนารีผล ในใจก็ใคร่อยากชมดูอยู่เหมือนกัน แต่จนใจ เราไม่มีตาทิพย์ ไม่มีฤทธิ์ จึงมิอาจไปชมดูได้... จึงได้แต่ตั้งจิตอธิษฐาน ขอเห็นในนิมิตฝันก็ยังดี... เมื่อจิตเป็นสมาธิดี เกิดนิมิตขึ้น ก็ได้เห็นนารีผลจริงๆ แต่เป็นนารีผล ที่มีใครไม่ทราบเด็ดมาจากต้นแล้ว นั่นคือข้าพเจ้า ไม่ได้เห็นต้นนารีผล เห็นเพียงร่างนารีผล ที่นอนเปลือยเปล่าอยู่พื้นหินแห่งหนึ่ง เท่านั้น... แต่นิมิต ก็คือภาพนิมิต ไม่ใช่ความจริง ไม่เหมือนเห็นด้วยตาจริง เชื่อถือไม่ได้...

     ข้าพเจ้าได้ยินมาว่า    


     เมื่อประมาณหลายหมื่นปีก่อน ครั้งที่พระเวสสันดร พระนางมัทรี พร้อมด้วยบุตร ๒ คนคือ ชาลีกุมาร และ กัณหาชิณากุมารี ถูกเนรเทศจากนคร ได้เดินทางสู่ป่าหิมพานต์ และบำเพ็ญเพียร ปฏิบัติธรรมอยู่ที่นั้น
     ที่ป่าหิมพานต์ มีสัตว์ป่ามากมายอันตรายรอบด้าน ทว่า สัตว์ป่าทั้งหลาย เมื่อได้รับเมตตาจิตจากพระเวสสันดร ก็คลายความดุร้ายลง กลายเป็นมิตร ... นอกจากสัตว์ป่าทั้งหลายแล้ว ก็ยังมีดาบส ฤๅษี นักสิทธิ์ วิทยาธร คนธรรพ์ ทั้งหลายอาศัยอยู่ หรือไปมาอยู่เรื่อยๆ  พระนางมัทรี ผู้มีรูปร่างโสภา บางครั้งออกหาอาหาร หาผลไม้ตามลำพังคนเดียว หากนักสิทธิ์ วิทยาธร ตลอดถึงฤๅษี มาพบเข้า อาจตบะแตก แล้วล่วงศีลได้...


     ท้าวสักกะเทวราช ซึ่งเป็นพระอินทร์ เล็งเห็นเหตุร้ายนี้แล้ว เพื่อเป็นการป้องกัน พระองค์จึงเนรมิต ต้นไม้วิเศษ ไว้รอบทิศ ณ ที่ไกล ก่อนถึงถิ่นแดน อันเป็นที่พำนักของพระเวสสันดรและนางมัทรี รวม ๑๖ ต้น


     ต้นไม้วิเศษนี้ ออกผลซึ่งมีรูปร่างเหมือนสตรี ผลโตเต็มที่ จะมีทรวดทรงปานสาวงามแรกรุ่น แต่ผิวพรรณ ทรวดทรงองค์เอว รูปร่างหน้าตา งดงามปานเทพธิดา...


     ว่ากันว่า จริงๆ แล้ว ผลหนึ่งผล ก็คือรุกขเทพธิดาหนึ่งนาง หรือ เมื่อต้นนารีผลออกดอก เสมือนเกิดวิมานแห่งรุกขเทพธิดาขึ้นที่นั่น เมื่อติดลูก ก็คือเทพธิดาจุติลงมาเกิดที่นั่น ความสวยงามสมบูรณ์แห่งผลนารีผล แต่ละผล จึงสวยงามต่างกัน ขึ้นอยู่กับบุญของเทพธิดาแต่ละนางด้วย...


     เมื่อเหล่านักสิทธิ์ วิทยาธร เดินทางมาพบเข้า หากจิตใจไม่เข้มแข็งพอ ตบะแตก ก็จักได้เสพบำเรอกับนารีผล... เมื่อตบะแตก ฤทธิ์เสื่อม เหาะไปต่อไม่ได้ ... เมื่อไปต่อไม่ได้ ก็ไม่มีทางจะได้พบกับพระนางมัทรี.... การจะเดินทางต่อ หรือออกไป จำต้องบำเพ็ญเพียรใหม่ ยกระดับจิตขึ้นแล้ว จึงกลับออกมาได้....


     นี่คือด่านป้องกัน ไม่ให้ใครไปล่วงศีลกับพระนางมัทรี และเทพธิดาที่จุติไปเกิดที่นารีผล แต่ละนางก็ไปด้วยกรรมของตน มิได้บังคับไปแต่อย่างใด
     แม้ว่า พระเวสสันดร พระนางมัทรี จะเสด็จออกจากป่าเข้าเมืองไปแล้ว ต้นนารีผล ก็ยังคงมีอยู่ในที่นั้น ตราบเท่าทุกวันนี้ ยังมีดอกหอมกรุ่น มีนารีผลห้อยระย้าอยู่ดังเดิม แม้ลูกที่หมดอายุขัยจะร่วงหล่นเหี่ยวเฉาไป ลูกใหม่ก็ขึ้นมาแทนที่ไม่ได้ขาด


     ว่ากันว่า บางครั้ง ฤๅษีที่บำเพ็ญเพียรจนตบะกล้า กิเลสสงบรำงับ เพื่อจะทดสอบจิตตน ก็จะเหาะไปที่ต้นนารีผล มองดูนารีผล ว่าตนจะตบะแตกหรือไม่... หรือบางครั้งฤๅษีผู้เป็นอาจารย์ อาจจะพาลูกศิษย์ไปทดสอบระดับจิต ไปฝึกควบคุมจิต ที่นั่น ก็มี


     และว่ากันว่า พวกนักสิทธิ์วิทยาธร มักจะเหาะไปเก็บนารีผล อุ้มมาเชยชมแล้ว ฝึกจิตใหม่ ค่อยเหาะกลับออกมา


     นารีผล เป็นที่ต้องการของสัตว์วิเศษ (คนธรรพ์เป็นต้น) รวมถึงวิทยาธรทั้งหลายผู้ยังไม่หมดกามราคะ ดังนั้น การที่นารีผลจะเหี่ยวแห้งคาต้นแล้วร่วงหล่นนั้น เป็นไปได้ยาก ก่อนจะโรยรา จะมีเทวดา สัตว์วิเศษ และวิทยาธร เป็นต้นมาเก็บเอาไป

วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554

แก้กรรม! ทำเองได้เอง





เนื้อหา : เคล็ดวิธีเกี่ยวกับการแก้กรรม สะเดาะเคราะห์ การเสริมทรัพย์ ปรับดวงชะตา เรียบเรียงโดยจิตศรัทธา พุทธานุภาพ
ค้นคว้าจากคำบอกกล่าวของเกจิอาจารย์/พระไตรปิฎก และตำหรับตำราโบราณ โดยมีเนื้อหา ดังนี้



กรรมฐาน วิธีแก้กรรม-ลดกรรมให้ตนเอง,
วิธีแก้กรรมให้ตนเองได้ผลดีเร็วขึ้น,
วิธีแก้กรรมด้วยการใส่บาตรให้เกิดผล,
วิธีแก้กรรมดวงวิญญาณ,
วิธีแก้กรรมตามเคราะห์กรรมที่ได้รับ (ปวดหัว,เป็นมะเร็ง โรคหัวใจ อาภัพคู่ ลูกดื้อ ค้าขายชาดทุน ฯลฯ),
ปัตติทานะคาถา, กะระณียะเมตตะสุตตัง,
ผลบุญ-กรรม ของหญิงทำแท้ง,
อารมณ์ก่อนตาย,
บุคคลที่เปลี่ยนแปลงชะตากรรมเวลาตายได้,
การปล่อยสัตว์แก้เคล็ดปรับดวง,
คำอธิษฐานในการปล่อยสัตว์,
คาถาปล่อยสัตว์,
วิธีสะเดาะเคราะห์ การทำบุญรับอายุ,
พิธีสะเดาะเคราะห์และรับ-ส่ง พระเคราะห์ด้วยตนเอง (พร้อมวิธีคำนวนพระเคราะห์ที่จะเข้าเสวยอายุ),
คาถาชุมนุมเทวดา,คาถาอัญเชิญเทพยดากลับ,
คำลาเครื่องสักการะ, คาถาบูชาพระเคราะห์เสวยอายุ,
คำอธิษฐานขอพร,
คำขอขมาโทษ (กรรมชั่ว),
คำอธิษฐานอโหสิกรรม,
การทำบุญเสริมดวงเมื่อตกทุกข์ได้ยาก,
สิ่งของที่สามารถทำบุญถวายพระได้,
มาสร้างบุญบารมีกันเถอะ(อานิสงส์ของการทำบุญให้ทานต่ างๆ),
บุญกุศล คือ อริยทรัพย์,
เลือกของใส่บาตรและบทสวดมนต์ตามวันเกิด,
หลักการทำสังฆทานสด,
ธูป ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ อย่างไรให้ถูกสี ถูกจำนวน และถูกกาละเทศะ (การเลือกใช้สีธูปและจำนวนให้ถูกต้อง),
ปลูกต้นไม้มงคลเสริมดวงในทิศต่างๆ,
เสริมมงคลประจำวันเกิด (การใช้อักษร ทิศ อัญมณีให้ถูกโฉลก),
นมัสการพระรัตนตรัย,
บทกราบพระรัตนตรัย ,
ถวายพรพระ (อิติปิ โสฯ), อิติปิโส เท่าอายุ,
บทสวดขอขมาเทวดา,
พระคาถาป้องกันภัยทั้งสิบทิศ,
คาถาสะเดาะเคราะห์ (ต่ออายุ),
ชัยมงคลคาถา (พาหุงฯ),
ชัยปริตร (มหากาฯ),
พระคาถาชินบัญชร (ฉบับวัดระฆังโฆสิตาราม),
คาถายอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก (ฉบับเดิม) ,
คำกรวดน้ำ ของยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก,
คาถาบูชาพระปิยมหาราช (ร.๕),
คาถาสวดบูชาเจ้าแม่กวนอิม,
บทแผ่ส่วนกุศล,
บทแผ่เมตตาให้กับตนเอง ,
บทแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์,
บทกรวดน้ำแบบย่อ
ตะพาบ : เรื่องเล่า กฏแห่งกรรม
พิเศษ! ประวัติโดยย่อหลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด พร้อมบทบูชา

อานิสงส์ของการแจกหนังสือธรรมะเป็นทาน
1. กรรมเวรจากอดีตชาติจะได้ลบล้าง
2. หนี้เวรจะได้คลี่คลาย พ้นภัยจากทะเลทุกข์
3. โรคภัยไข้เจ็บจากเจ้ากรรมนายเวรจะพ้นไป
4. สามีภรรยาที่แตกแยกจะคืนดีกัน
5. วิญญาณของเด็กที่แท้งในท้องจะได้ไปเกิดใหม่
6. กิจการงานจะราบรื่นสมความปรารถนา
7. บุตรจะเฉลียวฉลาดเจริญรุ่งเรือง
8. บารมีคุ้มครองลูกหลานให้อยู่เย็นเป็นสุข
9. ลูกหลานที่เกเร ดื้อรั้นจะกลายเป็นคนดี
10. พ่อแม่จะมีสุขภาพแข็งแรงและอายุยืนนาน
11. วิญญาณของบรรพบุรุษ ผู้ที่เราเคารพและรักจะได้ไปสู่สุคติ

สำหรับท่านที่ต้องการสร้างหนังสือแก้กรรมโอนเงินตามจำนวนที่ต้องการทำ
โอนเข้าบัญชี
นงพงา  ธรรมใจ
หมายเลขบัญชี
9400072121
ธนาคารกรุงเทพ
สาขาย่อยอิมพีเรียลเวิล์ดสำโรง


ระบุจำนวนหนังสือที่ต้องการสั่งพิมพ์ โดยโพสลงในกระทู้นี้เลย ตามนี้

ข้าพเจ้า..............ขอสั่งพิมพ์หนังสือธรรมะจำนวน ........เล่ม เป็นจำนวนเงิน(20.- ต่อหนึ่งเล่ม).........บาท
ลงชื่อในรายนามผู้สั่งพิมพ์ ตามนี้.......................


และ ได้โอนเงิน เข้าบัญชีแล้ว เมื่อวันที่..........เวลา........... จำนวนเงินที่โอน....................



คำอุทิศ
บรรพบุรุษ บิดา มารดา ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ ผู้มีพระคุณ ญาติสนิท
มิตรสหาย เจ้ากรรมนายเวร เจ้าเกณฑ์ชะตา เจ้าที่ เจ้าทาง แม่พระธรณี
ผีบ้าน ผีเรือน ที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ สัมภเวสีทั้งหลาย และสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งปวง
ขออย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกัน อย่าจองเวรซึ่งกันและกัน อย่าผูกพยาบาท
อาฆาตซึ่งกันและกัน จงเป็นผู้มีสุขรักษาตนเถิด จนถึงที่อันตนปรารถนาด้วยอำนาจแห่ง
กุศลบุญ ผลแห่งทาน ผลแห่งศีล ผลแห่งเมตตาภาวนา ที่ข้าพเจ้าได้กระทำแล้ว
และอุทิศให้นี้ทั่วหน้ากันเทอญ

หนังสือนำไปถวาย
วัดสายอำพันธ์เอมสาร: ดอนเมือง กรุงเทพฯ.
วัดทวีการะอนันต์ จ.ปทุมธานี
วัดวังมวงตําบลไมงาม อําเภอเมืองตาก จังหวัดตาก
วัดบ้านคำใฮ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี
สถานที่ปฎิบัติธรรมต่างๆ

และท่านที่สนใจอยากได้หนังสือ




สำหรับผู้ต้องการรับหนังสือ แก้กรรม : ทำเองได้ เล่มนี้ฟรีๆ บริจาคเป็นธรรมทาน

ให้ผู้ที่สนใจต้องการรับหนังสือเล่มนี้ฟรีๆ
ส่งซองเปล่า(ขนาดครึ่งหนึ่งของ A4) ติดแสตมป์ ๕ บาท พร้อมจ่าหน้าซอง ชื่อและที่อยู่ของท่าน
จำกัดไม่เกิน สามเล่มต่อหนึ่งท่าน โดยต้องแนบแสตมป์เพิ่มมาอีก ดวงละ 5.- ต่อหนึ่งเล่ม

โดยส่งมาขอหนังสือเล่มนี้ฟรีๆ ที่
คุณ นงพงา   ธรรมใจ  (โครงการ หนังสือธรรมและ แก้กรรม ทำเองได้)
355/2609  ม.15 ตคูคด อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี  12130
และก็อยากให้ทุกท่าน ได้ทำบุญร่วมกัน เพราะการบริจาคทานด้วยหนังสือธรรมะ ย่อมเหนือกว่าการให้ทั้งปวง






หรือแจ้งรายละเอียดทางเมล์มาที่ thamgai@hotmail.com

มาทำบุญร่วมกันนะค่ะสอบถาม
นงพงา ธรรมใจ  โทร 08-992-94620 -08-654-59519

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สะเดาะเคราะห์แก้กรรม

สะเดาะเคราะห์แก้กรรม
ถอนคุณไสย์คืนของอาถรรพณ์ 
วิธีถอนของถอนคุณไสย
การ ถอนของต้องหมั่นทำบ่อย ๆ  ทำเรื่อย ๆ  จนกว่าจะหาย  เปรียบเหมือนการรักษาไข้ ถ้ายังไม่หายก็ยังไม่หยุดกินยา จงอย่าท้อแท้ การทำต้องหมั่นทำ ทุกคนทำได้ไม่ต้องพึ่งใคร จงจำไว้ทุกคนมีดีในตัวทุกคน อย่าดูถูกตัวเอง
การ ทำน้ำมนต์ถอนของให้ภาวนาพระคาถาจนกว่าจะหมดเทียน จึงจะจบการทำน้ำมนต์ถอนของ หลังจากนั้นก็เอาไปผสมน้ำอาบน้ำกิน อาการจะค่อยๆ  ดีขึ้น
      นะโมตัสสะ  ภะคะวะโต  อะระหะโต  สัมมาสัมพุทธัสสะ  ( 3 จบ )
      อิติปิโส  วิเสเสอิ  อิเสเส พุททะนาเมอิ  อิเมนา  พุททะตังโสอิ   
อิโสตัง  พุททะปิติอิ (  9  จบ  )
      อิติปิจะ  สุคะโต  โลกะนาโก  คะระหัง ปัตโต  นะนิพพานัง  สิวังระวัง
มะอะอุสุขัง  ปิยังมะมะ  (  9  จบ  )
      อมขะโลขะลัง  สาโลสาลัง  ขะโลติ  สาระติสิโน  ขัคโคขัคคังปาถา
วิชะยามันติ  เตชังนันทิสา  ทิสังเยระวัง  สีหะนะหัง  สักขะติ  ขะสะยามะสันติ
สะระติสิโน  ขัคโคขัคคัง  อมสวาหะ  (  9  จบ  )
      นะหลุด  โมถอน พุทคลอน ธาเคลื่อน ยะหลุดเลื่อนออกทุกที่
ธาตุทั้งสี่จงเร่งออกไป  น้ำลมดินไฟเสือกไสเข้ามา  อาคัจฉัยยะ  อาคัจฉาหิ
โอกาเสติถาหิ  จึงออกไป
            พระคาถาบทนี้ให้ภาวนาจนกว่าจะหมดเทียน เมื่อเทียนกำลังจะหมด ให้ว่าบท มหาประสิทธิ เป็นบทสุดท้ายเป็นอันจบการทำน้ำมนต์
          *  สิทธิ กัจจัง  สิทธิกัมมัง  สิทธิการิยะตะถาคะโต  สิทธิเตโช  ชะโย    นิจ จัง  สิทธิลาโภ  นิรันตะรัง  สัพพะกัมมัง ประสิทธิเม.


 
         
การแก้อาถรรพณ์และสิ่งไม่ดีในตัว
ของ อาถรรพณ์หรือของที่มีอิทธิฤทธิ์ ได้แก่ กุมารทอง นางกวัก สาลิกา รักยม หรือของที่มีอาถรรพณ์ต่างๆ ที่มีส่วนประกอบของกระดูกผีที่ป่าช้า ส่วนต่างๆ ของศพและของอาถรรพณ์ต่างๆ  การรับขันธ์  5  8  9 และขันธ์  16    เวทมนต์คาถาให้โทษ น้ำมันพราย  หรือของที่มีอำนาจเหนือ หรือของที่มีอำนาจเหนือจิตเรา ส่งผลให้พบกับความทุกข์ต่างๆ    ตลอดจนของอาถรรพณ์ภายในร่างกายเรา  เมื่อทำ พิธีแล้วจะทำให้มีความสุขความเจริญ

พิธีคืนของอาถรรพณ์


ถ้า มีของอาถรรพณ์หรือของอิทธิฤทธิ์อยู่ในบ้านหรือที่ใดก็ตาม ให้นำผ้าขาว วางบนพานหรือถาด และนำของอาถรรพณ์ที่รับมาวางไว้บนผ้าขาวแล้วจุดธูป3 ดอก เทียน 2 เล่ม  แต่ถ้าไม่รู้ว่าของอาถรรพณ์นั้นอยู่ที่ใด    ก็ให้จัดหาดอกไม้ธูป เทียนวางไว้บนผ้าขาวแทนแล้วกราบพระสวดมนต์บูชาพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ แล้วยกพานรือถาดกล่าวคำอธิฐานดังนี้
ข้าพเจ้าขอคืนของอิทธอฤทธิ์ของอาถรรพณ์ เวทมนต์คาถาอาคม เทพ สัตว์
วิญญาณ  ผี สาง นางไม้  ไฝปานที่ไม่ดีที่ข้าพเจ้าได้รับมาโดยรู้เท่าถึงการณ์ก็ดี ไม่รู้เท่าถึงการณ์ก็ดี จำได้ก็ดี  จำไม่ได้ก็ดี ที่กำลังส่งผลให้ข้าพเจ้า บุคคลภายในบ้านทุกข์กายทุกข์ใจข้าพเจ้าขอคืนของทั้งหมดเหล่านี้ให้กับครูบา อาจารย์ที่รับมา ขอให้ครูบาอาจารย์รับของทั้งหมดคืนตั่งแต่ขณะจิตนี้เป็นต้นไป
การคืนของดังกล่าวนี้หากจะมีบาปกรรม ทั้งมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม
ข้าพเจ้าขออโหสิกรรมด้วยเทอญ.
เมื่อ กล่าวเสร็จแล้วกราบพระ เอาผ้าขาวห่อของเหล่านั้น นำไปลอยน้ำ จะเป็นบ่อน้ำ น้ำนิ่ง น้ำไหลก็ดี ขณะที่ลอยนั้นให้เปิดห่อผ้าขาวออก แล้วค่อยๆ เทของเหล่านั้นลงไปในน้ำพร้อมอธิฐานดังนี้
ข้าพเจ้าขอฝากของเหล่านี้ไปกับแม่พระธรณี แม่พระคงคา แม่พระเพลิง
แม่พระพาย แม่พระโพสพ ไปให้กับครูบาอาจารย์เดิมที่รับของอาถรรพณ์นี้มาด้วย
      หลังจากคืนของอาถรรพณ์แล้ว  ต้องทำบุญตักบาตรแผ่เมตตาจิตในบุญกุศลครั้งนี้ให้กับตนเองและทุกคนในบ้าน ครุบาอาจารย์พร้อมทั้งเทพสัตว์  วิญญาณนั้น ๆ  ทำติดต่อกัน  3 – 7  วัน  และต้องสวดมนต์ทำสมาธิอย่างต่อเนื่องจะดีมากๆ

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เผยเคล็ดลับ วิธีทำและวิธีแก้คุณไสย...มนต์ดำแห่งความตาย

เผยเคล็ดลับ วิธีทำและวิธีแก้คุณไสย...มนต์ดำแห่งความตาย



 

เผยเคล็ดลับ วิธีทำและวิธีแก้คุณไสย...มนต์ดำแห่งความตาย
คุณไสยเป็นศาสตร์อีกแขนงหนึ่ง ที่ว่าด้วยความตายและความโชคร้ายของฝ่ายตรงข้าม

ไม่มีใครรู้ว่า คุณไสยนั้นมีจริงหรือไม่

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ไม่มีใครกล้าที่จะลองดีเช่นกัน

กล่าวกันว่า เรื่องราวของคุณไสยนั้นมีมานานแล้ว นับตั้งแต่โบราณกาล และมีอยู่ทั่วโลกไม่เฉพาะแต่ในเมืองไทยเท่านั้น แต่ไม่ว่าอย่างไรคุณไสยต่าง ๆ ก็มีที่มาคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะของในเอเชีย และแอฟริกา

สำหรับคุณไสยของคนแอฟริกันนั้น เป็นพิธีการของลัทธิ " วูดู " ที่พวกหมอผีนิยมมาใช้เพื่อบังคับคนในเผ่าให้อยู่ในโอวาทหรือใช้วิชาไสยดำอัน นี้ไปพิฆาตศัตรูที่อยู่ต่างเผ่า ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะใช้วิธีปั้นรูปขึ้นมา แล้วเอาเศษเสื้อผ้า ผม เล็บ หรือแม้แต่เลือด อย่างใดอย่างหนึ่งของฝ่ายตรงข้ามใส่เข้าไปในหุ่น แล้วทำพิธีบวงสรวง ก่อนที่จะทำร้ายหุ่นด้วยการแทงลงไปบนส่วนต่าง ๆของร่างกาย หรือแม้แต่นำไปย่างไฟ ก็จะทำให้คนที่โดนคุณไสยได้รับความเจ็บปวดทุกขเวทนาแสนสาหัส

สำหรับคุณไสยในเอเชีย นั้น แพร่หลายในแถบลุมอินโดจีน ที่มีชื่อเสียงและหวาดกลัวกันมาก ก็คือ " คุณไสยของเขมร " และ " คุณไสยของมาเลเซีย " หรือคุณไสยมลายูที่เราเรียกันว่า " หมอแขก " นั่นเองมีผู้รู้ในเรื่องเกี่ยวกับคุณไสยกล่าวว่า คุณไสยของเขมรนั้นที่โด่งดังที่สุด ก็คือ เสกเนื้อหรือหนังควายเข้าไปอยู่ในท้อง ทำให้คนที่โดนคุณไสยรู้สึกอึดอัด หายใจไม่ออก ในขณะที่คุณไสยมาเลเซีย จะครบเครื่องทั้งเรื่องหนังและกระดูก ไปจนถึงการบังคับวิญญาณผีที่ดุร้ายให้เข้าไปสิงอยู่ในร่างคน

อับดุล กาเซร์ ราฮิม หมอผีชาวปะลิส มาเลเซีย เคยกล่าวเอาไว้ในหนังสือฉบับหนึ่งว่า การทำคุณไสยในมาเลเซียนั้น ถ้าหากไม่โกรธแค้นกันอย่างจริงจังแล้ว มักจะไม่ทำกัน เพราะว่าเมื่อเสกของเข้าไปแล้วจะแก้ยาก อีกทั้งคนที่โดนคุณไสยส่วนใหญ่มักจะไม่รอด

ในขณะเดียวกัน อาจารย์ฟาติมะ มหารัตน์ หมอผีชื่อดังชาวไทยอีกคนหนึ่งซึ่งศึกษเรื่องเกี่ยวกับคุณไสยมลายูมาอย่างช่ำ ชอง จนได้ชื่อว่าเป็นหมอแขกเพียงหนึ่งเดียวในเมืองไทย ที่มีลูกศิษย์ลูกหามากที่สุด ได้กล่าวถึงเรื่องราวของการทำคุณไสยเอาไว้ว่าคนที่โดนวิญญาณจากการทำคุณไสย ของหมอผีชาวมาเลเซีย ถ้าหากโดนผีเข้าสิงก็จะมีนิสัยดุร้าย ชอบทำร้ายคนอื่นเหมือนกับคลุ้มคลั่ง บางทีก็ชอบกินเนื้อหรืออาหารสด ๆ คาว ๆ โดยเฉพาะเลือด
เนื่องจากว่าถ้าหากไม่กินของเหล่านี้เข้าไป วิญญาณที่สิงอยู่ในกายก็จะกินตับไตของตัวเองแทน จนโทรมและเน่าตายไปในที่สุด

ส่วนคุณไสยในประเทศไทยนั้น แบ่งออกเป็นหลายเพราะได้รับอิทธิมาจากต่างประเทศเสียเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากหมอผีไทยไม่ใคร่นิยมทำของกันมากนักนอกจากเล่นวิชาผีบังคับวิญญาณ อย่างเดียว

วิชาคุณไสยที่แพร่หลายอยู่ในหมอผีชาวไทยและได้รับความเชื่อเรียกใช้มากที่ สุด จะเป็นคุณไสยสายที่ได้รับอิทธพล มาจากเขมร เนื่องจากคุณไสยสายนี้มีทั้งดีและทั้งร้าย ไม่เหมือนคุณไสยของมาเลเซีย กับ อินโดนีเซียที่ส่วนมากจะเล่นกันถึงตาย และมีไว้สำหรับฆ่าคนเท่านั้นแต่คุณไสยของเขมรซึ่งแพร่หลายเข้ามาทางกลุ่มของ ชาวส่วย ที่มีอาชีพเลี้ยงช้างในจังหวัดสุรินทร์นั้น แบ่งแยกออกอีกหลายวิชา ไม่ว่าจะทำให้คนบ้า หรือว่าฝังรูป ฝังรอย ทำให้คนรักคนหลง หรือแม้แต่ทำให้ผัวเมียแตกแยกเลิกร้างกัน ดังนั้นจึงทำให้คุณไสยสายนี้ได้รับความนิยมและมีคนเรียกใช้แพร่หลายมากที่ สุดในประเทศไทย

กล่าวกันว่า บรรดาผู้ที่ร่ำเรียนวิชาคุณไสยนั้น จะต้องมีคุณสมบัติพิเศษไม่เหมือนกับผู้อื่น กล่าวคือ สมาธิจะต้องแน่วแน่ มีพลังจิตสูง

" พวกที่เล่นไสยศาตร์จะต้องนั่งสมาธิอย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมง ตอนเช้ากับหลังจากตื่นนอน หรือเมื่อพิธีใหญ่ ๆ ก็อาจจะต้องเพิ่มรอบมิดเดย์ มิดไนท์ และต้องถือศีลอย่างเคร่งครัด "อนัตตา นักเขียนผู้ร่ำเรียวิชาทางด้านวิทยาศาตร์ แต่หันมาสนใจเกี่ยวกับไสยศาสตร์ ลงทุนหาข้อมูลมาเปรียบเทียบกันกล่าวเอาไว้ในนิตยสารฉบับหนึ่ง โดยแยกแยะเอาไว้อีกว่า ไสยศาตร์นั้นแบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือ " ไสยดำ " กับ " ไสยขาว "

คนที่เรียน " ไสยดำ " มานั้นส่วนใหญ่จะเอาวิชาที่ร่ำเรียนมาใช้พิฆาตฝ่ายตรงข้ามและทำตนเป็นคนนอก ศาสนา ไม่นับถือสิ่งใดนอกจากครูผู้ประสิทธิ์วิชาให้ คนพวกนี้มีทั้งวิชาที่จะเล่นงานเขาและแก้คุณไสยด้วยตัวเอง

ในขณะเดียวกัน คนที่เล่นคุณไสยประเภท " ไสยขาว " ซึ่งเป็นวิชาที่ใช้กำลังสำหรับแก้ไสยดำนั้น จะเป็นผู้ที่ถือศีลอย่างเคร่งครัดและไม่นิยมเสกของไปเล่นงานใคร นอกจากส่งของนั้นกลับไปให้เจ้าของเดิมผู้ที่ส่งมา ด้วยเกรงว่าถ้าหากใช้อวิชชา ไปเล่นงานเขาแล้ว วิชาของตัวเองจะเสื่อมความแตกต่างของผู้ที่เล่นวิชาไสยศาสตร์ 2 แขนงนี้ ก็คือ คนที่เล่นไสยดำจะหน้าตาหมองคล้ำ ไม่มีราศี ผิดกับผู้ที่เล่นวิชา ไสยขาว สำหรับแก้คุณ ซึ่งหน้าตาอิ่มเอิบ ผ่องใส เพราะไม่มีจิตใจไปหมกมุ่นในอวิชชา อีกทั้งต้องทำบุญทำทาน อุทิศส่วนกุศลให้กับวิญญาณร้ายที่ไล่ออกไปจากคนที่ถูกไสยดำเล่นงานอยู่เสมอ

คนที่มีวิชาไสยดำ และ มีวิชาอาคมแก่กล้า กล่าวกันว่าจะมีสีหน้าที่ดำเป็นแถบ ๆ พูดจาเลอะเลือน ไม่ค่อยรู้เรื่อง จนถึงขั้นคล้ายกับวิกลจริตในที่สุด

" คนพวกนี้จะต้องปล่อยของทุกวันพระใครที่ไม่ปล่อยออกจากตัว เก็บสะสมเอาไว้นอกจากเอาไปชิงโชคที่ไหนไม่ได้แล้วอาจจะทำให้เป็นผีปอบได้ " ฟาติมะ มหารัตน์ หมอผีชื่อดังสายมลายูบอกดังนั้น พวกไสยดำทั้งหลาย จึงจำเป็นที่จะต้องปล่อยของไปตามลมเพลมพัด เพื่อขจัดสิ่งที่เกินอำนาจการควบคุมของตนเอง ออกไป เพราะฉะนั้นใครที่เดินอยู่ดี ๆ และ ถึงทีคราวซวยไปรับเอาของที่หมอผีปล่อยมา ก็ต้องมาหาวิธีแก้กันต่อไป

ว่ากันว่าของที่ปล่อยออกไปนั้น อยู่นอกเหนืออำนาจของหมอผีที่จะควบคุมได้ เนื่องจากคุณไสยเหล่านี้มีพลังที่กล้าแกร่งมาก ถึงขนาดถ้าปะทะกิ่งไม้ ก็จะหักเป็นทาง หล่นบนหลังคาบ้านใครก็จะได้ยินเสียงโครมคราม

ดังนั้น ผู้หลักผู้ใหญ่ในสมัยโบราณถึงได้ห้ามนักห้ามหนาว่าอย่าร้องทัก ถ้าหากได้ยินเสียงประหลาดต่าง ๆ เพราะจะทำให้ของที่ปล่อยมาเข้าตัวได้ง่าย

ข้อสำคัญคืออย่าตกใจ ทำจิตให้สงบ เพราะคนที่โดนคุณไสยเล่นงานนั้น ส่วนมากจะเป็นคนที่ดวงตก หรือไม่ก็ถึงคราวที่กรรมเก่าตามสนองเท่านั้นซึ่งสำหรับข้อนี้ มีวิธีแก้เคล็ดที่นิยมทำกันมากในสมัยสุโขทัย คือ

" ให้ปั้นรูปปั้นของผู้เคราะห์ร้ายหรือใครที่ดวงตก เป็นตุ๊กตา ตัวเล็ก ๆ แล้วนำไปทุบหัวทิ้งตามทางสามแพร่งในเวลาโพล้เพล้ เพื่อให้ต๊กตารับเคราะห์แทน หรือแม้แต่เวลาผู้หญิงคนไหนจะคลอดลูก ในสมัยนั้นก็จะปั้นตุ๊กตารูปผู้หญิงอุ้มลูกไปทุบหัวทิ้งเช่นกัน "คุณไสยในเมืองไทยเท่าที่ทราบมานั้นสามารถแบ่งออกไป 2 ชนิด คือ การทำเสน่ห์ และ การทำร้ายชีวิตของผู้อื่น

อย่างแรกหมายถึงทำให้ใครก็ได้หลงรักจนหัวปักหัวปำ ซึ่งในประเภทนี้จะไม่ค่อยเป็นอันตรายเท่าใดนัก เนื่องจากผู้ที่ต้องการทำของทำลงไปด้วยความรัก ไม่ได้ต้องการให้ถึงแก่ชีวิตผิดกับอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งจะต้องตายหรือไม่ก็พินาศกันไปข้างหนึ่ง

สำหรับการทำเสน่ห์ให้หลงรักนี้ แบ่งออกได้ 2 วิธี

คือ 1. การฝังรูปฝังรอย 2. การทำเสน่ห์ยาแฝด

การฝังรูปฝังรอย นั้นเป็นกรรมวิธีที่ทำกันมาตั้งแต่โบราณโดยการปั้นหุ่นขึ้นมา 2 ตัว เป็นผู้หญิง กับ ผู้ชาย โดยใช้ดินจากเจ็ดป่า มาผสมกัน การฝังรูปฝังรอยที่จะทำให้ผู้หญิงกับผู้ชายรักกันนั้น เขาจะปั้นรูปเรียบร้อยตามวิธีการแล้วจะเอาหุ่น 2 ตัวหันหน้าชน กัน.............................................................................( ขออนุญาติ ไม่ลงรายละเอียด เพราะเปรียบเหมือนดาบ 2 คม )

ในทางกลับกัน ถ้าหากอยากให้ผัวเมียคู่นั้นเลิกร้างกันไป นำหุ่นนั้นมาประกบ โดยหันหลังให้กัน

ซึ่งในการปั้นหุ่นเสกคุณไสยนี้ สามารถที่จะทำให้คนที่โดนของคลุ้มคลั่งถึงกับเป็นบ้าได้การทำเสน่ห์เล่ห์กล อีกอย่างหนึ่ง เพื่อที่จะให้ผู้หญิงกับผู้ชายรักกัน ก็คือ การทำเสน่ห์ยาแฝด ด้วยการใช้น้ำมันพรายไปป้ายตามเนื้อตัวของฝ่ายตรงข้าม แต่ในปัจจุบัน นี้การใช้น้ำมันพรายไม่ใคร่นิยมกันมากนัก เนื่องจากเป็นวิธีง่าย ๆ และแก้ได้ไม่ยากนัก เพราะติดอยู่ที่ผิวหนังเมื่อรดน้ำมนต์หลาย ๆครั้ง ก็จะสามารถแก้ได้ในที่สุด

ที่สำคัญเดี๋ยวนี้หมอผีไม่สามารถที่จะหาน้ำมันพรายมาปลุกเสกได้ง่าย ๆ อย่างแต่ก่อน เพราะปัจจุบันนี้ชาวบ้านนิยมเผาศพเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้นำศพ ไปฝังในป่าช้าอย่างที่แล้วมา ทำให้ไม่สามารถ ลนน้ำมันพรายได้ นอกจากน้ำเหลืองศพแต่ถึงอย่างไรก็ตาม กรรมวิธีอีกอย่างหนึ่งของการใช้เสน่ห์ ยาแฝด ก็ยังคงอยู่ไม่เสื่อมหายไปไหน นั่นก็คือการใช้ผงกระดูกผีมาเรียกวิญญาณเข้าสิง หรือใช้.....กับ.......มาผสมและปลุกเสกเข้าด้วยกัน แล้วนำของเหล่านั้นไปให้ฝ่ายตรงข้ามรับประทาน

ซึ่งว่ากันว่า กรรมวิธีนี้เป็นการควบคุมวิญญาณ ที่โหดเหี้ยมที่สุดซึ่งส่วนใหญ่เมื่อคุณไสยถูกแก้กลับไป ผู้ที่โดนของประเภทนี้มักมีอาการเศร้าซึมและสติเลอะเลือนไปชั่วชีวิต เนื่องจากจิตที่ปกตินั้นถูกควบคุมนานเกินไป

ฤกษ์ยาม-ความเชื่อ-ลาง-นิมิตร

 

ฤกษ์ยาม-ความเชื่อ-ลาง-นิมิตร ดูได้

ฤกษ์ยามต่างๆ-ความเชื่อ-เคล็ดลาง-นิมิต
ปกิณกะเคล็ดลางความเชื่อเกี่ยวกับวันต่างๆ

วันตัดผม
วันอาทิตย์ ดี จะมีอายุยืน
วันจันทร์ ดี จะหายจากป่วยไข้
วันอังคาร ดี จะมีเดชอำนาจ
วันพุธ ไม่ดี จะหมดลาภจะมีความทุกข์
วันพฤหัสบดี ดี จะมีเทพยดารักษาคุ้มครอง
วันศุกร์ ดี จะมีเสน่ห์คนนิยม
วันเสาร์ ดี จะเกิดมงคลโชคลาภ
วันตัดเล็บ
วันอาทิตย์ ดี จะมีโชคลาภสวัสดี
วันจันทร์ ดี จะมีโชคลาภพูนผล
วันอังคาร ไม่ดี จะเสื่อมลาภเสียศรี
วันพุธ ไม่ดี จะอับโชคมีภัย
วันพฤหัสบดี ไม่ดี จะมีทุกข์โศกโรคภัย
วันศุกร์ ดี จะได้ลาภเปรมปรีดิ์
วันเสาร์ ไม่ดี จะมีภัยเจ็บไข้
วันสระผม
วันอาทิตย์ ดี จะมีอายุยืน
วันจันทร์ ไม่ดี จะเก็บไข้ไม่สบาย
วันอังคาร ดี จะมีเดชเรืองอำนาจ
วันพุธ ไม่ดี จะเสื่อมลาภเสียผล
วันพฤหัสบดี ดี จะเทพรักษาคุ้มครอง
วันศุกร์ ดี จะมีเสน่ห์คนนิยม
วันเสาร์ ดี จะเกิดมงคลโชคลาภ
วันนุ่งผ้าใหม่
วันอาทิตย์ ดี มีโชคมีชัยชนะ
วันจันทร์ ดี มีเสน่ห์ต่อผู้คนทั่วไป
วันอังคาร ไม่ดี จะมีความทุกข์
วันพุธ ดี จะมีความสุขสบาย
วันพฤหัสบดี ดี จะสุขสวัสดี
วันศุกร์ ดี จะมั่งมีทรัพย์สิน
วันเสาร์ ไม่ดี จะมีเคราะห์
สีผ้านุ่งประจำวัน
(จากสวัสดิรักษา คำกลอนของสุนทรภู่)
วันอาทิตย์สิทธิโชคโฉลกดี เอาเครื่องสีแดงทรงเป็นมงคล
เครื่องวันจันทร์นั้นควรสีนวลขาว จะยืนยาวชันษาสถาผล
อังคารม่วงช่วงงามสีครามปน เป็นมงคลขัตติยาเข้าราวี
เครื่องวันพุธสุดดีด้วยสีแสด กับเหลืองแปดปนประดับสลับสี
วันพฤหัสจัดเครื่องเขียวเหลืองดี วันศุกร์สีเมฆหมอกออกสงคราม
วันเสาร์ทรงดำจำล้ำเลิศ แสนประเสริฐเสี้ยนศึกจะนึกขาม
ทั้งพาชีขี่ขับประดับงาม ให้ต้องตามสีสรรพ์จึงกันภัยฯ
หรือจะนุ่มห่มตามสีของวันก็ได้ ดังนี้
วันอาทิตย์ สีแดง วันจันทร์ สีเหลือง
วันอังคาร สีชมพู วันพุธ สีเขียว
วันพฤหัสบดี สีแสด วันศุกร์ สีฟ้า
วันเสาร์ สีม่วง
วันให้ของ
วันอาทิตย์ อย่าให้สัตว์สองเท้าสี่เท้า
วันจันทร์ อย่าให้เรือยานพาหนะ จะแพ้ภัยตัว
วันอังคาร อย่าให้เหล็ก จะกลับเป็นศัตรูกัน
วันพุธ อย่าให้ที่ดินให้บ้าน
วันพฤหัสบดี อย่าให้ทรัพย์ต่างๆ
วันศุกร์ อย่าให้เงินทอง
วันเสาร์ อย่าให้เงินทอง

วันซื้อของ
วันอาทิตย์ ให้ซื้อธัญพืช
วันจันทร์ ให้ซื้อเสื้อผ้าอาภรณ์เครื่องนุ่งห่ม
วันอังคาร ให้ซื้อที่ดิน
วันพุธ ให้ไถ่ข้าทาส ไถ่ชีวิตสัตว์
วันพฤหัสบดี ให้ซื้อเพชรพลอยเครื่องประดับ
วันศุกร์ ให้ซื้อเงินทอง
วันเสาร์ ให้ซื้อวัวควายหรือสัตว์เลี้ยงต่างๆ

วันทาแป้งน้ำมัน
วันอาทิตย์ ไม่ดี จะเสื่อมราศี
วันจันทร์ ดี มีเสน่ห์เป็นที่รักของผู้คน
วันอังคาร ไม่ดี จะเกิดเหตุเจ็บไข้
วันพุธ ดี จะสุขสวัสดีเจริญสุข
วันพฤหัสบดี ดีมาก จะมีโชคชัยมีชื่อเสียงเลื่องลือชา
วันศุกร์ ดีมาก จะมีโชคชัยมีชื่อเสียงเลื่องลือชา
วันเสาร์ ดีมาก จะมีโชคชัยมีชื่อเสียงเลื่องลือชา

วันเริ่มเรียนหนังสือ
วันอาทิตย์ ดี แต่พอปานกลาง
วันจันทร์ ไม่ดี ได้หน้าลืมหลัง
วันอังคาร ไม่ดี ได้หน้าลืมหลัง
วันพุธ ไม่ดี ได้หน้าลืมหลัง
วันพฤหัสบดี ดีมาก เรียนรู้สิ่งใดจะประสบผลสำเร็จทุกอย่าง
วันศุกร์ ดี แต่พอปานกลาง

การจุดธูป
การจุดธูปบูชา เสริมดวงชะตาหรือขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องของความเชื่อที่สืบทอดต่อๆ กันมา
การจุดธูป เทียน หมายถึง ไหว้พระรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์
การจุดเทียน เป็นตัวแทนของ แสงสว่างชีวิต ดอกไม้หอม แทนคุณงามความดี ความเจริญ
การสักการะถือเป็นการทำอมิสบูชาให้เกิดมงคลแก่ชีวิตโดยการบูชาสิ่งที่ดี ทำให้ตัวเรา มีบารมีมากขึ้น จึงใจสงบขึ้น
การสักการะใช้ธูปกี่ดอก
1. พระพุทธรูป ใช้ 3 ดอก แทนพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ
2. พระสงฆ์ ใช้ 3 ดอก แทนพระรัตนตรัยและผู้มีพระคุณ
3. พระสงฆ์ พระเกจิอาจารย์บรรลุธรรม จุดธูป 9 ดอก แทนพระรัตนตรัยและผู้มีพระคุณ
4. พระพุทธเจ้าหลวง เสด็จพ่อรัชกาลที่ 5 ขอพร จุดธูป 9 ดอก
5. พระโพธิสัตว์กวนอิม ขอพรจุดธูป 9 ดอก
6. พระแม่อุมาเทวี ขอพรจุดธูป 9 ดอก
(องค์เทพองค์พรหม)
- บน 39 ดอก
- บวงสรวง 16 ดอก
7. ปู่ฤาษี ขอพรจุดธูป 9 ดอก
8. พระภูมิเจ้าที่ -เทพ ใช้ธูป 9 ดอก
- เทวดาธรรมดา 5 ดอก
- ผี 1 ดอก
9. กุมารทอง -จากวัด ใช้ธูป 5 ดอก
- วิญญาณลูก 1 ดอก
10. ไหว้บรรพบุรุษ ให้จุดธูป 1 ดอก
11. ว่านมงคลกาหลง ให้ธูป 5 ดอก
12. พระแม่นางกวัก ให้จุดธูป 9 ดอก
การจุดธูป 1 ดอก : เป็นการจุดไหว้เจ้าที่เจ้าทาง ผีบ้านผีเรือน วิญญาณภาคพื้น
การจุดธูป 2 ดอก : เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณและการจุดธูปบนอาหาร
การจุดธูป 3 ดอก : เป็นการจุดธูปบูชาพระรัตนตรัย บูชา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
การจุดธูป 4 ดอก : เป็นเรื่องเกี่ยวกับธาตุสี่ ใช้ในการสวดเสริมดวงชะตาราศี
การจุดธูป 5 ดอก : เป็นการจุดธูปบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พ่อแม่และครูบาอาจารย์
การจุดธูป 6 ดอก : เป็นการ จุดธูปเสริมดวงชะตาตามกำลังไฟของอาทิตย์(1) คนที่เกิดวันอาทิตย์
การจุดธูป 7 ดอก : เป็นการจุดบูชาจิตวิญญาณตามศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่ และครูบาอาจารย์ที่เสียชีวิตแล้ว
จุดธูป 8 ดอก : เป็นการเสริมดวงชะตา ตามกำลังพระอังคาร (3) และตามจำนวนอัฎฐเคราะห์
จุดธูป 9 ดอก : เป็นการจุดธูปบูชาผู้มีพระคุณ พระภูมิเจ้าที่ -เทพ เจ้าป่า เจ้าเขา รุกขเทวดา ศาลพระภูมิ ศาลเทพ
จุดธูป 10 ดอก : เกี่ยวข้องกับธาตุไฟ ตามกำลังของพระเสาร์ (7) มีกำลัง 10 เพื่อใช้ในการสวดเสริมดวงชะตา
จุดธูป 11 ดอก : ใช้บูชาเทวดาชั้นสูง
จุดธูป 12 ดอก : ในการบูชาตามกำลังพระราหู (8) ใช้ในการสวดเสริมดวงชะตา คนที่เกิดวันพุธกลางคืน
จุดธูป 13 ดอก : เป็นเลขไม่เป็นมงคล จึงไม่นิยมจุดบูชา
จุดธูป 14 ดอก : ใช้จุดธูปบูชารูปปั้นพระสงฆ์ (เป็นการบูชาคุณพระสงฆ์)
จุดธูป 15 ดอก : ใช้สวดบูชาดวงชะตา เกี่ยวข้องกับธาตุ ตามกำลังของดาวจันทร์ (2)
จุดธูป 16 ดอก : เป็นการจุดธูปบูชาเทพชั้นสูง บูชาเทพชั้นครู หรือ พิธีกลางแจ้ง ที่มีการอัญเชิญเทวดา ที่สำคัญหมายถึงสวรรค์ 16 ชั้น
จุดธูป 17 ดอก : เป็นการเสริมดวงชะตา สวดเสริมดวงชะตา
จุดธูป 18 ดอก : ไม่นิยมจุด
จุดธูป 19 ดอก : บูชาเทวดาทั้ง 10 ทิศ
จุดธูป 21 ดอก : บูชาพระคุณของพ่อ การบูชาแม่พระธรณี
จุดธูป 32 ดอก : ใช้สวดชุมนุมเทวดาทั้ง 4 ทิศ การไหว้ 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดินครับและ 1 โลกมนุษย์
จุดธูป 39 ดอก : การบูชาพระแม่โพสพ
จุดธูป 56 ดอก : เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบูชาคุณพระพุทธเจ้า
จุดธูป 108 ดอก : บูชาสิ่งสูงสุดทั่วทั้งโลกทุกชั้นฟ้า